PRP คืออะไร? ได้ผลจริงไหม หรือเป็นแค่กระแสการตลาด?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “PRP (Platelet-Rich Plasma)” กลายเป็นหนึ่งในหัตถการที่ถูกพูดถึงบ่อยมากในวงการคลินิกความงาม ทั้งในไทยและต่างประเทศ หลายคนเรียกมันว่า “การฟื้นฟูผิวด้วยเลือดตัวเอง” หรือ “การรีเซ็ตผิวให้กลับมาทำงานเหมือนตอนวัย 25–30 ปี”
แต่… PRP ได้ผลจริงไหม? มีงานวิจัยรองรับจริง หรือเป็นเพียงคำสวย ๆ ในการตลาด?
บทความนี้รวบรวม 5 งานวิจัยสำคัญ ตั้งแต่ปี 2015–2025 เพื่อให้ได้คำตอบชัดเจนที่สุด


PRP คืออะไร?
PRP คือการนำเลือดของเราไปปั่นด้วยเครื่อง Centrifuge เพื่อแยกเอาเฉพาะส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นสูง ซึ่งภายในเกล็ดเลือดนั้นมี Growth Factors หลายชนิดที่มีบทบาทสำคัญต่อผิว เช่น
ดังนั้น PRP ไม่ใช่การเติมสารจากภายนอก (ไม่เหมือน filler หรือ botox) แต่เป็น การกระตุ้นให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งจัดอยู่ในศาสตร์ของ Regenerative Aesthetics

หลักการทำงานของ PRP
กระบวนการหลักของ PRP มี 3 ขั้นตอน
-
เจาะเลือด จากผู้รับการรักษา
-
ปั่นแยก เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดที่มีความเข้มข้นสูง
-
ฉีดกลับเข้าสู่ผิว เพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิว
ส่วนของเลือดที่ถูกนำมาใช้นั้น เรียกว่า Plasma ที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น ซึ่งภายในเกล็ดเลือด จะมี “สารกระตุ้นการฟื้นฟูผิว” ตามธรรมชาติอยู่แล้วตั้งแต่แรก

PRP (Platelet-Rich Plasma) เป็นหนึ่งในหัตถการฟื้นฟูผิวที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกมานานกว่าสิบปี โดยอาศัย Growth Factors จากเลือดของผู้รับการรักษาเอง เพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวตามกลไกธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ PRP “ได้ผลจริงหรือไม่” และ “เหมาะกับใคร”
บทความนี้สรุปหลักฐานจากงานวิจัยเชิงระบบ (systematic reviews และ clinical studies) เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบทบาทของPRP ในเชิงวิชาการอย่างเป็นกลาง
PRP ฟื้นฟูผิวหน้า: มีงานวิจัยรองรับไหม?
ภาพรวมของหลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับ PRP
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการตีพิมพ์งานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับการใช้ PRP เพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยเฉพาะด้านริ้วรอย ความยืดหยุ่น และโครงสร้างผิว
งานท บทวนวรรณกรรมหลายฉบับให้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกันว่า PRP มีความปลอดภัยสูง และสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวในทางที่ดีขึ้นในผู้ป่วยบางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของวิธีเตรียม PRP เทคนิคการฉีด และโปรโตคอลการรักษา ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์
หลักฐานจากงานวิจัยสำคัญ
1. Systematic Review: PRP กับการฟื้นฟูผิวหน้า (2023)
งานทบทวนวรรณกรรมฉบับนี้รายงานว่า ผู้รับการรักษาด้วย PRP จำนวนมากมีการปรับตัวของผิวในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะริ้วรอยตื้น คุณภาพผิว (texture) และความยืดหยุ่นของผิว
PRP จัดเป็นหัตถการแบบไม่ผ่าตัด และมีอัตราความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเน้นย้ำว่า ยังไม่มีมาตรฐานการรักษาที่เป็นสากล ทำให้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันระหว่างสถานพยาบาล
🔗 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36728559/
ข้อสรุปจากงานวิจัย:
PRP สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้จริง หากมีการคัดเลือกผู้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และมีการวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง
2. Overview of Systematic Reviews (2024)
การศึกษานี้รวบรวมและวิเคราะห์งาน systematic reviews ที่เกี่ยวข้องกับ PRP ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ผลลัพธ์โดยรวมสนับสนุนว่า PRP มีศักยภาพในการฟื้นฟูผิว และมีความปลอดภัยสูง
อย่างไรก็ตาม หลักฐานระดับสูง เช่น randomized controlled trials (RCTs) ระยะยาว ยังมีจำนวนจำกัด
🔗 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38557322/
ข้อสรุปจากงานวิจัย:
PRP เหมาะกับการฟื้นฟูคุณภาพผิวในระยะยาว มากกว่าการให้ผลลัพธ์แบบทันทีหลังทำ
3. Systematic Review รุ่นบุกเบิก (2015)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นหนึ่งในงานพื้นฐานของการใช้ PRP ในเวชศาสตร์ความงาม โดยรวบรวมงานวิจัย 10 ฉบับ พบว่า 8 ฉบับรายงานการลดลงของริ้วรอยและความแข็งแรงของผิวที่ดีขึ้น
ผู้รับการรักษามีระดับความพึงพอใจสูง และไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง
🔗 https://www.researchgate.net/publication/302387443
ข้อสรุปจากงานวิจัย:
งานวิจัยนี้เป็นรากฐานสำคัญที่สนับสนุนการนำ PRP มาใช้ในคลินิกความงามทั่วโลก
4. PRP Monotherapy Study (2024)
การศึกษานี้ประเมินผลของ PRP เมื่อใช้เป็นหัตถการเดี่ยว โดยไม่ผสมผสานเลเซอร์หรือหัตถการอื่น พบว่าผู้รับการรักษาบางรายมีการเปลี่ยนแปลงของผิวที่ชัดเจน เช่น ริ้วรอยตื้นลดลง ผิวแน่นขึ้น และคุณภาพผิวโดยรวมดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การประเมินผลต้องรออย่างน้อย 4–6 สัปดาห์ หลังการรักษา
🔗 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11035968/
ข้อสรุปจากงานวิจัย:
PRP สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูผิว ก่อนต่อยอดไปสู่หัตถการอื่นตามแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
5. Systematic Review (2025): การประเมิน Aging Parameters
งานวิจัยล่าสุดนี้ประเมินผลของ PRP ต่อคุณภาพผิวใน 6 ด้าน ได้แก่ ความหนาของผิว ความยืดหยุ่น ริ้วรอย texture ความชุ่มชื้น และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ
ผลการศึกษาพบว่า ความหนาของผิวและความยืดหยุ่นเป็นตัวแปรที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนที่สุด ขณะที่ผลต่อสีผิวและความชุ่มชื้นยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม
🔗 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40167104/
ข้อสรุปจากงานวิจัย:
PRP ส่งผลต่อโครงสร้างผิวและความแข็งแรงของผิวได้จริง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้านสีผิวโดยตรง

ใครที่เหมาะกับการทำ PRP?

PRP เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณผิวเสื่อมในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 25–40 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ผิวยังสามารถฟื้นตัวได้ดี หากได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสม หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าผิวดูเหนื่อยล้า ไม่สดใสเหมือนเดิม จากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ
กลุ่มที่ทำงานหนัก ใช้สมองหรือสายตาเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่แต่งหน้าทุกวัน มักมีปัญหาการไหลเวียนเลือดของผิวลดลง ทำให้ผิวอ่อนล้า ดูดซึมสกินแคร์ได้ยากขึ้น PRP ช่วยฟื้นฟูผิวในจุดนี้ด้วยการกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมจากภายใน
นอกจากนี้ PRP ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวในระยะยาว ไม่เน้นผลลัพธ์ชั่วคราวเพียงไม่กี่วัน และผู้ที่ต้องการเตรียมสภาพผิวก่อนทำหัตถการอื่น เพื่อเป็นการปรับฐานผิวให้แข็งแรงและพร้อมรับการรักษาในขั้นตอนถัดไป
กลุ่มที่ไม่เหมาะกับการทำ PRP

PRP ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบทันที หรือคาดหวังการเปลี่ยนแปลงของรูปหน้าอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการฟื้นฟูผิวด้วยกลไกธรรมชาติของร่างกาย
ซึ่งต้องใช้เวลาในการเห็นผล
ในกรณีที่มีภาวะผิวอักเสบรุนแรง ควรได้รับการรักษาให้อาการสงบก่อนเข้ารับบริการ ทั้งนี้ผลลัพธ์ของ PRP อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการตอบสนองของร่างกาย

วิธีเตรียมตัวก่อนทำ PRP
1. ช่วง 3–7 วันก่อนนัด
-
งดยา/อาหารเสริมที่มีผลต่อต้านการแข็งตัวของเลือด
เช่น ยาในกลุ่ม NSAIDs (ibuprofen, naproxen), aspirin, ยาต้านการอักเสบ, รวมถึงอาหารเสริมบางอย่างที่อาจมีผลในการ ลดเกล็ดเลือด -
งดยาที่ผลัดผิวแรง / กรดผิว / สกินแคร์ที่อาจทำให้ผิวไวแสงหรือไวต่อการระคายเคือง
เช่น สารกลุ่ม Retinol, AHA / BHA หรือกรดผิวแรง ๆ อย่างน้อย 2–3 วันก่อนนัด เพื่อให้ผิวไม่แพ้ง่ายตอนทำ -
ลดการดื่มแอลกอฮอล์ / งดบุหรี่ — อย่างน้อย 2–3 วัน หรือมากกว่านั้นถ้าเป็นไปได้ เพราะแอลกอฮอล์และบุหรี่ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและการสมานของผิว
2. วันก่อน และวันทำ PRP
-
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7–8 ชั่วโมง การพักผ่อนช่วยให้ระบบร่างกายโดยรวมพร้อมสำหรับการเจาะเลือดและฟื้นฟูผิวหลังทำ
-
ดื่มน้ำให้เพียงพอ — แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาด 1.5–2 ลิตร (หรือมากกว่า) เพื่อให้เลือดไม่ข้น และช่วยให้แพทย์ดูดเลือดเพื่อเตรียม PRP ได้ง่ายและมีคุณภาพสูงกว่า
-
มาฉีดขณะผิวสะอาด ไม่แต่งหน้า / ไม่ทาครีม / ไม่มีสารตกค้าง เพื่อป้องกันการระคายเคือง และลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
-
แจ้งแพทย์/พยาบาลทุกประวัติการรักษา ยาที่รับประทาน หรืออาหารเสริม เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง
ข้อปฏิบัติตัวหลังทำ PRP
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ PRP (FAQ)
เพื่อให้การฟื้นฟูผิวหลังทำ PRP ได้ผลดีที่สุด และลดความเสี่ยงของการระคายเคือง
การทำ PRP ไม่ใช่การฉีดเพื่อความสวยแบบทันใจ แต่เป็นการกระตุ้นให้เซลล์ผิวฟื้นตัวด้วยตัวเอง ดังนั้น ช่วงหลังทำถือเป็นช่วงสำคัญมาก ที่จะมีผลต่อประสิทธิภาพของการรักษาอย่างชัดเจน
24 ชั่วโมงแรกหลังทำ
-
ห้ามล้างหน้า หรือสัมผัสผิวบ่อย
-
งดการนวดหน้า / สครับ / ใช้ผ้าขนหนูถูใบหน้า
-
หลีกเลี่ยงแดดจัด และความร้อน เช่น ซาวน่า / สตีม
-
ห้ามแต่งหน้า หรือใช้สกินแคร์ใด ๆ ยกเว้นที่แพทย์อนุญาต
-
หากมีอาการบวม แดง หรือช้ำ สามารถประคบเย็นเบา ๆ ได้
อาการบวม จุดเข็ม รอยช้ำถือว่าปกติ หายได้เองภายใน 2–7 วัน ที่สำคัญคือ รังสีจากแสงแดดสามารถรบกวนกระบวนการฟื้นตัวของเซลล์ผิวได้โดยตรง
หลังทำ PRP ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดอย่างน้อย 7 วัน และควรเริ่มทาครีมกันแดด เมื่อแพทย์อนุญาตให้เริ่มสกินแคร์ได้

FAQ
1) ทำ PRP แล้วจะเห็นผลภายในกี่วัน?
PRP ไม่ใช่หัตถการที่ให้ผลทันที เพราะต้องอาศัยเวลาที่เซลล์ผิวเริ่มฟื้นตัวเอง
โดยทั่วไปจะเริ่มรู้สึกผิวดีขึ้นประมาณ 2–4 สัปดาห์หลังทำ บางรายจะเห็นผลชัดเจนหลัง ทำ 2–3 ครั้ง ขึ้นไป
2) ต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?
ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการตอบสนองของแต่ละคน ส่วนใหญ่จะทำ ต่อเนื่อง 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์
เพื่อกระตุ้นผิวให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง และประเมินผลหลังจากนั้น
3) ทำแล้วเจ็บไหม?
ช่วงที่ฉีดอาจรู้สึกเจ็บหรือแสบนิดหน่อย แต่แพทย์จะทายาชาเพื่อลดความรู้สึกเจ็บ
หลังทำอาจมีรอยเข็มหรือรอยช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองใน 2–7 วัน
4) หลังทำแต่งหน้าได้เมื่อไหร่?
ควรงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงแรก
หลังจากนั้นสามารถแต่งหน้าเบา ๆ ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่อุดตันหรือระคายเคืองผิว
5) หลังทำ PRP ออกกำลังกายได้ไหม?
ควรงดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดหรืออบอุ่นมาก ๆ เช่น
การวิ่งหนัก เวทเทรนนิ่ง หรือซาวน่า อย่างน้อย 48 ชั่วโมงแรก
6) ทำ PRP แล้วหน้าใสขึ้นไหม?
PRP ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ “หน้าใสทันที”
แต่ช่วยให้ ผิวมีความยืดหยุ่น ผิวแน่น และดูสุขภาพดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผิวดูสดใสขึ้นในระยะยาวเมื่อดูแลอย่างถูกวิธี
7) ทำกับเลเซอร์หรือหัตถการอื่นได้ไหม?
สามารถทำร่วมกับหัตถการบางชนิดได้ เช่น เลเซอร์หรือไมโครนีดลิง
เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง
8) มีผลข้างเคียงหรืออันตรายไหม?
เนื่องจากใช้เลือดของตัวเอง ความเสี่ยงของการแพ้จึงต่ำมาก อาจพบรอยเข็ม รอยช้ำ หรือบวมเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นอาการชั่วคราวและหายได้เอง
9) ใครที่ไม่ควรทำ PRP?
ผู้ที่อยู่ระหว่างการทานยาละลายลิ่มเลือด ผู้ที่มีปัญหาเลือดแข็งตัวผิดปกติ ผู้ป่วยที่มีการอักเสบรุนแรง หรือผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร
ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนทำ PRP
10) ทำ PRP แล้วจำเป็นต้องดูแลอะไรเพิ่มเติมไหม?
ควรหลีกเลี่ยงแดดจัด งดบุหรี่–แอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ และใช้สกินแคร์ที่อ่อนโยน
เพราะผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการดูแลหลังทำอย่างมาก