top of page

PRP คืออะไร? ได้ผลจริงไหม หรือเป็นแค่กระแสการตลาด?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “PRP (Platelet-Rich Plasma)” กลายเป็นหนึ่งในหัตถการที่ถูกพูดถึงบ่อยมากในวงการคลินิกความงาม ทั้งในไทยและต่างประเทศ หลายคนเรียกมันว่า “การฟื้นฟูผิวด้วยเลือดตัวเอง” หรือ “การรีเซ็ตผิวให้กลับมาทำงานเหมือนตอนวัย 25–30 ปี”

​

แต่… PRP ได้ผลจริงไหม? มีงานวิจัยรองรับจริง หรือเป็นเพียงคำสวย ๆ ในการตลาด?
บทความนี้รวบรวม 5 งานวิจัยสำคัญ ตั้งแต่ปี 2015–2025 เพื่อให้ได้คำตอบชัดเจนที่สุด 

Lab Centrifuge Operation

PRP คืออะไร?

PRP คือการนำเลือดของเราไปปั่นด้วยเครื่อง Centrifuge เพื่อแยกเอาเฉพาะส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นสูง ซึ่งภายในเกล็ดเลือดนั้นมี Growth Factors หลายชนิดที่มีบทบาทสำคัญต่อผิว เช่น

​

​

​

​

​

​

​

​

​

ดังนั้น PRP ไม่ใช่การเติมสารจากภายนอก (ไม่เหมือน filler หรือ botox) แต่เป็น การกระตุ้นให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งจัดอยู่ในศาสตร์ของ Regenerative Aesthetics​

​​

Screenshot 2568-12-14 at 16.29.43.png

หลักการทำงานของ PRP

กระบวนการหลักของ PRP มี 3 ขั้นตอน

​

  1. เจาะเลือด จากผู้รับการรักษา

  2. ปั่นแยก เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดที่มีความเข้มข้นสูง

  3. ฉีดกลับเข้าสู่ผิว เพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิว

​

ส่วนของเลือดที่ถูกนำมาใช้นั้น เรียกว่า Plasma ที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น ซึ่งภายในเกล็ดเลือด จะมี “สารกระตุ้นการฟื้นฟูผิว” ตามธรรมชาติอยู่แล้วตั้งแต่แรก

AT the LAb

PRP (Platelet-Rich Plasma) เป็นหนึ่งในหัตถการฟื้นฟูผิวที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกมานานกว่าสิบปี โดยอาศัย Growth Factors จากเลือดของผู้รับการรักษาเอง เพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวตามกลไกธรรมชาติ

​

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ PRP “ได้ผลจริงหรือไม่” และ “เหมาะกับใคร”
บทความนี้สรุปหลักฐานจากงานวิจัยเชิงระบบ (systematic reviews และ clinical studies) เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบทบาทของPRP ในเชิงวิชาการอย่างเป็นกลาง

PRP ฟื้นฟูผิวหน้า: มีงานวิจัยรองรับไหม?

ภาพรวมของหลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับ PRP

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการตีพิมพ์งานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับการใช้ PRP เพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยเฉพาะด้านริ้วรอย ความยืดหยุ่น และโครงสร้างผิว

งานทบทวนวรรณกรรมหลายฉบับให้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกันว่า PRP มีความปลอดภัยสูง และสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวในทางที่ดีขึ้นในผู้ป่วยบางกลุ่ม

 

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของวิธีเตรียม PRP เทคนิคการฉีด และโปรโตคอลการรักษา ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์

หลักฐานจากงานวิจัยสำคัญ

1. Systematic Review: PRP กับการฟื้นฟูผิวหน้า (2023)

งานทบทวนวรรณกรรมฉบับนี้รายงานว่า ผู้รับการรักษาด้วย PRP จำนวนมากมีการปรับตัวของผิวในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะริ้วรอยตื้น คุณภาพผิว (texture) และความยืดหยุ่นของผิว

PRP จัดเป็นหัตถการแบบไม่ผ่าตัด และมีอัตราความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเน้นย้ำว่า ยังไม่มีมาตรฐานการรักษาที่เป็นสากล ทำให้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันระหว่างสถานพยาบาล

🔗 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36728559/

ข้อสรุปจากงานวิจัย:
PRP สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้จริง หากมีการคัดเลือกผู้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และมีการวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

​

2. Overview of Systematic Reviews (2024)

การศึกษานี้รวบรวมและวิเคราะห์งาน systematic reviews ที่เกี่ยวข้องกับ PRP ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ผลลัพธ์โดยรวมสนับสนุนว่า PRP มีศักยภาพในการฟื้นฟูผิว และมีความปลอดภัยสูง

อย่างไรก็ตาม หลักฐานระดับสูง เช่น randomized controlled trials (RCTs) ระยะยาว ยังมีจำนวนจำกัด

🔗 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38557322/

ข้อสรุปจากงานวิจัย:
PRP เหมาะกับการฟื้นฟูคุณภาพผิวในระยะยาว มากกว่าการให้ผลลัพธ์แบบทันทีหลังทำ

​

3. Systematic Review รุ่นบุกเบิก (2015)

งานวิจัยฉบับนี้เป็นหนึ่งในงานพื้นฐานของการใช้ PRP ในเวชศาสตร์ความงาม โดยรวบรวมงานวิจัย 10 ฉบับ พบว่า 8 ฉบับรายงานการลดลงของริ้วรอยและความแข็งแรงของผิวที่ดีขึ้น

ผู้รับการรักษามีระดับความพึงพอใจสูง และไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง

🔗 https://www.researchgate.net/publication/302387443

ข้อสรุปจากงานวิจัย:
งานวิจัยนี้เป็นรากฐานสำคัญที่สนับสนุนการนำ PRP มาใช้ในคลินิกความงามทั่วโลก

​

4. PRP Monotherapy Study (2024)

การศึกษานี้ประเมินผลของ PRP เมื่อใช้เป็นหัตถการเดี่ยว โดยไม่ผสมผสานเลเซอร์หรือหัตถการอื่น พบว่าผู้รับการรักษาบางรายมีการเปลี่ยนแปลงของผิวที่ชัดเจน เช่น ริ้วรอยตื้นลดลง ผิวแน่นขึ้น และคุณภาพผิวโดยรวมดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การประเมินผลต้องรออย่างน้อย 4–6 สัปดาห์ หลังการรักษา

🔗 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11035968/

ข้อสรุปจากงานวิจัย:
PRP สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูผิว ก่อนต่อยอดไปสู่หัตถการอื่นตามแผนการรักษาเฉพาะบุคคล

​

5. Systematic Review (2025): การประเมิน Aging Parameters

งานวิจัยล่าสุดนี้ประเมินผลของ PRP ต่อคุณภาพผิวใน 6 ด้าน ได้แก่ ความหนาของผิว ความยืดหยุ่น ริ้วรอย texture ความชุ่มชื้น และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ

ผลการศึกษาพบว่า ความหนาของผิวและความยืดหยุ่นเป็นตัวแปรที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนที่สุด ขณะที่ผลต่อสีผิวและความชุ่มชื้นยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม

🔗 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40167104/

ข้อสรุปจากงานวิจัย:
PRP ส่งผลต่อโครงสร้างผิวและความแข็งแรงของผิวได้จริง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้านสีผิวโดยตรง

Elegant Face Framing

ใครที่เหมาะกับการทำ PRP?

Screenshot 2568-12-14 at 15.37.29.png

PRP เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณผิวเสื่อมในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 25–40 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ผิวยังสามารถฟื้นตัวได้ดี หากได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสม หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าผิวดูเหนื่อยล้า ไม่สดใสเหมือนเดิม จากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ

​

กลุ่มที่ทำงานหนัก ใช้สมองหรือสายตาเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่แต่งหน้าทุกวัน มักมีปัญหาการไหลเวียนเลือดของผิวลดลง ทำให้ผิวอ่อนล้า ดูดซึมสกินแคร์ได้ยากขึ้น PRP ช่วยฟื้นฟูผิวในจุดนี้ด้วยการกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมจากภายใน

​

นอกจากนี้ PRP ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวในระยะยาว ไม่เน้นผลลัพธ์ชั่วคราวเพียงไม่กี่วัน และผู้ที่ต้องการเตรียมสภาพผิวก่อนทำหัตถการอื่น เพื่อเป็นการปรับฐานผิวให้แข็งแรงและพร้อมรับการรักษาในขั้นตอนถัดไป

กลุ่มที่ไม่เหมาะกับการทำ PRP

Screenshot 2568-12-14 at 15.53.01.png

PRP ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบทันที หรือคาดหวังการเปลี่ยนแปลงของรูปหน้าอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการฟื้นฟูผิวด้วยกลไกธรรมชาติของร่างกาย

ซึ่งต้องใช้เวลาในการเห็นผล

​

ในกรณีที่มีภาวะผิวอักเสบรุนแรง ควรได้รับการรักษาให้อาการสงบก่อนเข้ารับบริการ ทั้งนี้ผลลัพธ์ของ PRP อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการตอบสนองของร่างกาย

Wellness center

วิธีเตรียมตัวก่อนทำ PRP

1. ช่วง 3–7 วันก่อนนัด

  • งดยา/อาหารเสริมที่มีผลต่อต้านการแข็งตัวของเลือด
    เช่น ยาในกลุ่ม NSAIDs (ibuprofen, naproxen), aspirin, ยาต้านการอักเสบ, รวมถึงอาหารเสริมบางอย่างที่อาจมีผลในการ ลดเกล็ดเลือด

  • งดยาที่ผลัดผิวแรง / กรดผิว / สกินแคร์ที่อาจทำให้ผิวไวแสงหรือไวต่อการระคายเคือง
    เช่น สารกลุ่ม Retinol, AHA / BHA หรือกรดผิวแรง ๆ อย่างน้อย 2–3 วันก่อนนัด เพื่อให้ผิวไม่แพ้ง่ายตอนทำ 

  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์ / งดบุหรี่ — อย่างน้อย 2–3 วัน หรือมากกว่านั้นถ้าเป็นไปได้ เพราะแอลกอฮอล์และบุหรี่ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและการสมานของผิว 

​

2. วันก่อน และวันทำ PRP

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7–8 ชั่วโมง การพักผ่อนช่วยให้ระบบร่างกายโดยรวมพร้อมสำหรับการเจาะเลือดและฟื้นฟูผิวหลังทำ

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ — แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาด 1.5–2 ลิตร (หรือมากกว่า) เพื่อให้เลือดไม่ข้น และช่วยให้แพทย์ดูดเลือดเพื่อเตรียม PRP ได้ง่ายและมีคุณภาพสูงกว่า 

  • มาฉีดขณะผิวสะอาด ไม่แต่งหน้า / ไม่ทาครีม / ไม่มีสารตกค้าง เพื่อป้องกันการระคายเคือง และลดความเสี่ยงการติดเชื้อ 

  • แจ้งแพทย์/พยาบาลทุกประวัติการรักษา ยาที่รับประทาน หรืออาหารเสริม เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง 

ข้อปฏิบัติตัวหลังทำ PRP 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ PRP (FAQ)

เพื่อให้การฟื้นฟูผิวหลังทำ PRP ได้ผลดีที่สุด และลดความเสี่ยงของการระคายเคือง

การทำ PRP ไม่ใช่การฉีดเพื่อความสวยแบบทันใจ แต่เป็นการกระตุ้นให้เซลล์ผิวฟื้นตัวด้วยตัวเอง ดังนั้น ช่วงหลังทำถือเป็นช่วงสำคัญมาก ที่จะมีผลต่อประสิทธิภาพของการรักษาอย่างชัดเจน

​

24 ชั่วโมงแรกหลังทำ

  • ห้ามล้างหน้า หรือสัมผัสผิวบ่อย

  • งดการนวดหน้า / สครับ / ใช้ผ้าขนหนูถูใบหน้า

  • หลีกเลี่ยงแดดจัด และความร้อน เช่น ซาวน่า / สตีม

  • ห้ามแต่งหน้า หรือใช้สกินแคร์ใด ๆ ยกเว้นที่แพทย์อนุญาต

  • หากมีอาการบวม แดง หรือช้ำ สามารถประคบเย็นเบา ๆ ได้

​

อาการบวม จุดเข็ม รอยช้ำถือว่าปกติ หายได้เองภายใน 2–7 วัน ที่สำคัญคือ รังสีจากแสงแดดสามารถรบกวนกระบวนการฟื้นตัวของเซลล์ผิวได้โดยตรง
หลังทำ PRP ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดอย่างน้อย 7 วัน และควรเริ่มทาครีมกันแดด เมื่อแพทย์อนุญาตให้เริ่มสกินแคร์ได้

FAQ

1) ทำ PRP แล้วจะเห็นผลภายในกี่วัน?

 

PRP ไม่ใช่หัตถการที่ให้ผลทันที เพราะต้องอาศัยเวลาที่เซลล์ผิวเริ่มฟื้นตัวเอง
โดยทั่วไปจะเริ่มรู้สึกผิวดีขึ้นประมาณ 2–4 สัปดาห์หลังทำ บางรายจะเห็นผลชัดเจนหลัง ทำ 2–3 ครั้ง ขึ้นไป

​

2) ต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

 

ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการตอบสนองของแต่ละคน ส่วนใหญ่จะทำ ต่อเนื่อง 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์
เพื่อกระตุ้นผิวให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง และประเมินผลหลังจากนั้น

​

3) ทำแล้วเจ็บไหม?

​

ช่วงที่ฉีดอาจรู้สึกเจ็บหรือแสบนิดหน่อย แต่แพทย์จะทายาชาเพื่อลดความรู้สึกเจ็บ
หลังทำอาจมีรอยเข็มหรือรอยช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองใน 2–7 วัน

​

4) หลังทำแต่งหน้าได้เมื่อไหร่?

​

ควรงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงแรก
หลังจากนั้นสามารถแต่งหน้าเบา ๆ ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่อุดตันหรือระคายเคืองผิว

​

5) หลังทำ PRP ออกกำลังกายได้ไหม?

​

ควรงดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดหรืออบอุ่นมาก ๆ เช่น
การวิ่งหนัก เวทเทรนนิ่ง หรือซาวน่า อย่างน้อย 48 ชั่วโมงแรก

​

6) ทำ PRP แล้วหน้าใสขึ้นไหม?

​

PRP ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ “หน้าใสทันที”
แต่ช่วยให้ ผิวมีความยืดหยุ่น ผิวแน่น และดูสุขภาพดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผิวดูสดใสขึ้นในระยะยาวเมื่อดูแลอย่างถูกวิธี

​

7) ทำกับเลเซอร์หรือหัตถการอื่นได้ไหม?

​

สามารถทำร่วมกับหัตถการบางชนิดได้ เช่น เลเซอร์หรือไมโครนีดลิง
เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง

 

8) มีผลข้างเคียงหรืออันตรายไหม?

​

เนื่องจากใช้เลือดของตัวเอง ความเสี่ยงของการแพ้จึงต่ำมาก อาจพบรอยเข็ม รอยช้ำ หรือบวมเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นอาการชั่วคราวและหายได้เอง

​

9) ใครที่ไม่ควรทำ PRP?

​

ผู้ที่อยู่ระหว่างการทานยาละลายลิ่มเลือด ผู้ที่มีปัญหาเลือดแข็งตัวผิดปกติ ผู้ป่วยที่มีการอักเสบรุนแรง หรือผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนทำ PRP

​

10) ทำ PRP แล้วจำเป็นต้องดูแลอะไรเพิ่มเติมไหม?

​

ควรหลีกเลี่ยงแดดจัด งดบุหรี่–แอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ และใช้สกินแคร์ที่อ่อนโยน
เพราะผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการดูแลหลังทำอย่างมาก

  • Line
  • Instagram
  • Facebook
  • TikTok

© 2024 by The PAAM Clinic

bottom of page